ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
header image
ล่องลอยราวกับผีเสื้อ

แดน โคเฮน ที่เรารู้จักจากโปรแกรมบอดี้คอมแบตและซีเอ็กซ์เวิร์ค เขาเป็นที่รู้จักกันดีถึงหมัดอันรวดเร็วราวสายฟ้าและความสามารถในการทำท่าโฮเวอร์ได้นานกว่าห้านาที แต่อะไรที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น? เราจับตัวแดนมาคุยเรื่องศิลปะการต่อสู้ ความศรัทธา และคำแนะนำที่เขาอยากให้แก่ตัวเองในวัย 18 ปี

เริ่มจากเรื่องพื้นๆ ก่อนเลย! คุณมาเริ่มสอนได้อย่างไร?
ผมมีทางเลือกสามอย่างเมื่อตอนอายุ 18: ผมสามารถไปเป็นนักผจญเพลิง ครูสอนแอโรบิค หรือผมอาจไปทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันก็ได้
ผมค่อนข้างเอนเอียงไปทางการทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน – เพราะผมเคยได้ยินมาว่ารายได้ดีเหลือเชื่อ – แต่เวลาทำงานมันไม่ใช่: พวกเขาต้องทำงานหกสัปดาห์ติดและพัก 10 วัน และวงจรหกสัปดาห์ก็จะวกกลับอีก ดังนั้นผมเลยตัดสินใจที่จะลงคอร์สสอนแอโรบิค และพูดตรงๆ นะ ผมรู้สึกโง่หน่อยๆ ตอนเริ่มแรก แต่จากตรงนั้นผมก็เริ่มทำงานเป็นผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลและลงเรียนเพิ่มเติมด้านการฝึกความแข็งแรงและคอนดิชั่นนิ่ง และผมก็ตกหลุมรักมัน
พอมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็สอนถึง 35 คลาสต่อสัปดาห์! ผมสอนถึง 10 คลับและผมจะปั่นจักรยานจากคลับหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง – ท่ามกลางอากาศอันมืดมนของอังกฤษ – เพราะตอนนั้นผมยังไม่มีรถ ผมมักจะสอนหลายๆ คลาสต่อกัน สองบ้าง สามบ้าง ผมสอนคลาสหลายแบบตั้งแต่คลาสเซอร์กิต คลาสในน้ำ คลาสเต้นแอโรบิค...ใช่ ตอนนั้นนะ ผมเชื่อว่าผมเต้นได้! ผมนี่คิดผิดมหันต์!
ตอนนี้ผมคงสอนเอง 35 คลาสต่อสัปดาห์ไม่ไหวแล้ว แต่ตอนนั้นมันเป็นพื้นฐานที่ดีในการเป็นผู้สอนของผมเลยล่ะ
แล้วคุณลงเอยด้วยการมาเป็นผู้อำนวยการโปรแกรมได้อย่างไร?
ผู้อำนวยการโปรแกรมคนก่อนของบอดี้คอมแบต – หรือที่รู้จักกันในตอนนั้นว่าผู้จัดการผลิตภัณฑ์ – ได้ลาออก ดังนั้นเลยมีข่าวสะพัดไปว่าเลสมิลส์กำลังมองหาคนใหม่อยู่
ตอนนั้นผมเป็นเทรนเนอร์นานาชาติที่มาจากทีมสหราชอาณาจักรและผมก็เดินทางไปทำโมดุลเทรนนิ่งตามที่ต่างๆ อย่าง ญี่ปุ่น โปรตุเกส และเยอรมนี ผมได้รับโทรศัพท์จาก เอ็มมา แบร์รี่ ซึ่งเธอขอให้ผมไปอัมสเตอร์ดัมในช่วงสุดสัปดาห์นั้นและบอกว่า ลิซ่า ออสบอร์น จะไปที่นั่นและเธอมีอะไรที่อยากจะบอกกับผม ผมก็เลยไปอัมสเตอร์ดัมและลิซ่าบอกผมว่าผมควรสมัครตำแหน่งนี้ และพวกเขาคิดถึงผม ดังนั้น หลังจากผมคุยกับเรช [นิวแชม] เราเลยสมัครตำแหน่งนี้คู่กัน เราต้องถ่ายวีดิโอด้วยกันและเราก็มีปัญหาตามปกติที่มาจากปัญหากล้องไม่ทำงานและแล็ปท็อปค้างบ้าง และเราก็เฉียดจะไม่ทันเดดไลน์... เรารู้สึกขอบคุณมากที่ได้รับความช่วยเหลือจาก ชอว์น อีแกน เพราะเขาเป็นเหมือนพ่อมดแห่งไอทีและการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เลย
การย้ายมาอยู่นิวซีแลนด์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
สัญญาดั้งเดิมนั้นไม่ได้ระบุให้เราต้องอยู่ที่นิวซีแลนด์ เราคิดว่าจะอยู่ที่สหราชอาณาจักรเป็นหลักแล้วก็แค่เดินทางทุกรอบที่ต้องไป แต่ ฟิลลิป มิลส์ บอกเราว่า ถ้าคุณอยากจะทำงานนี้จริงๆ คุณต้องอยู่ที่นิวซีแลนด์ ดังนั้นก็เลยมีการเปลี่ยนรายละเอียดในสัญญา 
ผมไม่ได้กลัวการย้ายมาอยู่นิวซีแลนด์ แม้ว่าผมจะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนเลย ผมตื่นเต้นมาก ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นวัยรุ่น ผมรู้มาตลอดว่าผมไม่มีทางอยู่ในสหราชอาณาจักรตลอดไป ผมเคยสนใจเรื่องเกี่ยวกับนิวซีแลนด์ ด้วยเรื่องชนเผ่าเมารีและความไม่เหมือนใครจากการที่ประเทศเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ไกลออกไปเป็นล้านไมล์ 
จนถึงวันนี้ผมก็ยังเชื่อในวิสัยทัศน์ของฟิลลิปและแจ็คกี้ ค่านิยมของผมนั้นเข้ากับของพวกเขาอย่างยิ่ง ตอนนี้ผมอยู่ในที่ที่ผมอยากจะอยู่จริงๆ และไม่ใช่ด้วยความบังเอิญหรือด้วยโชค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการทำงานหนัก โชคชะตากำหนดไว้อย่างแน่นอนแล้วว่าผมจะต้องทำงานนี้
ความเชื่อดูจะมีบทบาทสำคัญกับชีวิตคุณมาก คุณเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังอีกสักหน่อยได้ไหม? 
ตลอดเวลาที่ผมเติบโตมา ผมมักจะสับสนเรื่องศาสนา ถ้ามีใครสักคนมาพูดเรื่องพระเยซูคริสต์กับผมตอนนั้น ปฏิกริยาแบบเด็กๆ ของผมคือผมจะเรียกพวกเขาว่า “พวกคลั่งไบเบิ้ล” 
ผมไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบไม่ดีแต่ผมออกจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย และผมก็เป็นวัยรุ่นที่อยู่ด้วยตัวเอง ผมเติบโตในครอบครัวศาสนายิว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อแปดปีที่แล้วผมได้พบพระเจ้า ไทเมน ภรรยาของผมมาจากครอบครัวชาวซามัวขนาดใหญ่ซึ่งนับถือคริสเตียนและเราก็ไปโบสถ์ที่ไม่แบ่งนิกายที่ชื่อว่า ‘ไลฟ์’ (LIFE) หลังจากได้พูดคุยกับผู้นำศาสนาและศาสนาจารย์คริสเตียนในนิวซีแลนด์เป็นเรื่องเป็นราว ผมถึงได้รู้ว่ามีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียนแบบชาวยิว (Jewish Christian) มันดูเหมือนสะท้อนความเป็นผมและตอนนี้ผมจึงรับว่าผมเป็นคริสเตียนแบบชาวยิว
การไปโบสถ์สอนให้ผมรับฟังคนอื่นมากขึ้นและให้วิธีที่สร้างอิทธิพลในแง่บวกให้ผู้อื่น ผมรู้ว่าบทบาทของผมในฐานะผู้อำนวยการโปรแกรมทำให้ผมมีหลักว่าผมต้องพูดอะไร และผมก็พยายามใช้โซเชียลมีเดียของผมในการแบ่งปันข้อความที่จะช่วยให้ผู้อื่นไปถึงเป้าหมายได้ทั้งทางร่างกาย ความคิดและจิตวิญญาณ – ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กก็ตาม
สิ่งที่คนเห็นผมในจอคือผู้ชายที่ต่อยและเตะ หรือไม่ก็ผู้ชายสับแผ่นไม้ออกเป็นเสี่ยงๆ แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผมเท่านั้น และสิ่งที่ได้จากโบสถ์ทำให้ผมเรียนรู้วิธีหาหลักให้ชีวิตของผมเพื่อที่ผมจะได้สนับสนุนชุมชน เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของผมได้ดีที่สุด
แล้วอะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยวในชีวิตคุณ?
มีหลักยึดเหนี่ยวที่ผมนึกออกอยู่สามอย่าง อันดับแรก หลักยึดเหนี่ยวที่เหมือนสมอที่ยึดแน่นกับหินและไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ไม่ว่าจะมีพายุยิ่งใหญ่แค่ไหนเข้ามา อันดับที่สอง หลักยึดเหนี่ยวที่อาจจะปรับได้ ที่มีความยืดหยุ่นและอาจจะเคลื่อนที่ได้ถ้าคลื่นถล่มลงมา และอันดับที่สามคือหลักยึดเหนี่ยวที่เหมือนสมอที่ทำให้เรือช้าลงแต่ไม่ได้ทำให้หยุดเสียทีเดียว
ส่วนตัวแล้ว หลักยึดเหนี่ยวใหญ่ในชีวิตผมคือพระเจ้า ภรรยาและลูกๆ ของผม การเป็นพ่อทำให้ผมมีหลักในชีวิตมากขึ้นและสอนผมให้ใช้หลักยึดที่ถูกต้องเพื่อต้านพายุอันน่าตื่นเต้นจำนวนมากในชีวิตของคนเป็นพ่อแม่อีกด้วย
หากมองทางด้านอาชีพการงานแล้ว บทบาทของผมทางธุรกิจในฐานะผู้อำนวยการโปรแกรมของเลสมิลส์นั้นทำให้ผมมีหลักยึดอันเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับที่ทำให้ผมได้ค้นหาหลากหลายแง่มุมของอุตสาหกรรมฟิตเนสอีกด้วย 
และในฐานะโค้ช การเลือกใช้หลักยึดเหนี่ยวที่ถูกต้องหมายความว่าผมจะสามารถดึงความสามารถในตัวคนอื่นออกมาได้
คุณมีใครที่เป็นต้นแบบเฉพาะตัวบ้างไหม? 
ผมว่าตอนผมยังเด็ก ความชอบแบบ มูฮัมหมัด อาลี บรูซ ลี โรโบค็อป คนเหล็ก (The Terminator) ดาร์ธ เวเดอร์ ...ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เออ ผมก็เป็นยอดมนุษย์ได้เหมือนกันนะ!
เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมจึงรู้ว่าผมไม่ได้ต้องการจะเป็นใครเลย อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังดูว่าสิ่งที่คนอื่นๆ ทำนั้นสร้างอิทธิพลในแง่บวกต่อคนรอบๆ เขาได้อย่างไรบ้าง 
ผมเฝ้าดูคนดังด้านกีฬาที่มีฝีมือและดูว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอะไรบ้างในด้านอาชีพของเขา 
ตัวอย่างใกล้ตัวหน่อยก็ แจ็คกี้ [มิลส์] นี่ล่ะที่เป็นต้นแบบในฐานะแม่ ยาย เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และในฐานะเจ้านาย 
ผมดูว่าฟิลลิปทำอะไร ถ้าจะพูดถึงกรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ยังทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวันและเดินทางรอบโลกน่ะมันมีอะไรให้พูดได้เยอะมาก นั่นคือคนที่เรียกได้ว่าใส่ใจจริงๆ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเขาหรือครอบครัวเขา – ยังมีผู้สอนอีกนับพันๆ คนที่หลงใหลในสิ่งที่เลสมิลส์ทำเพื่อพวกเขาและนั่นคือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
และศิลปะการต่อสู้มีบทบาทอะไรในชีวิตคุณบ้าง?
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากศิลปะการต่อสู้คือการเอาเรื่องวินัยมาใช้ มันเหมือนเวลาเราฝึกกาตา(Kata) – คุณทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นคุณทำได้ตามความเคยชินของคุณ เหมือนเวลาคุณแปรงฟันนั่นล่ะ
วินัยเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตผมทุกด้าน คุณจะไม่มีทางเด็ดขาดที่จะได้ยินผมพูดว่า ผมไม่อยากทำ ถ้าหญ้ามันต้องตัดหรือบ้านต้องทำความสะอาด หรือเด็กๆ อยากจะออกไปข้างนอกอีก หรือภรรยาผมอยากได้ความช่วยเหลือ ... และสำหรับบอดี้คอมแบตและซีเอ็กซ์เวิร์ค ไม่ว่าความท้าทายที่ผมต้องเจอจะมีมากขนาดไหน ผมจะฝ่าฟันจนสำเร็จเสมอ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือความสำคัญของการเป็นเทรนเนอร์ที่ดี คู่ชกที่ดี คนถือแพ็ดที่ดี และโค้ชด้านเทคนิคที่ดี แม้แต่ตอนนี้ที่ผมไปยิม ผมก็เกลียดการเทรนคนเดียวนะ ผมมักจะมีคู่เทรนเสมอ และผมก็เป็นคู่เทรนกับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
แล้วคุณบอกเราได้ไหมว่า เวลาคุณมีปัญหาในชีวิตขอคุณ คุณรับมือกับมันอย่างไร?
ผมจะถามคำถามที่ถูกต้อง ผมไม่เคยคิดไปเอง และความโกรธก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตผม ผมจัดการความว้าวุ่นใจได้ดี ผมระวังในการเลือกคำถามที่จะไม่ทำให้เกิดการต่อต้านหรือพาบทสนทนาไปในทางลบ ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ผมไม่รู้ว่าอะไรคือคำถามที่ควรถาม แต่ตอนนี้ผมโตขึ้นแล้วและฉลาดขึ้น และผมรู้วิธีการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
อะไรคือสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับคุณ? 
พอเราเริ่มโตขึ้น มิตรภาพใหม่ๆ ก็สร้างได้ยากขึ้น ดังนั้นผมก็เลยต้องทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้น ผมมีคนที่ดีๆ อยู่ในชีวิตผมหลายคนและเพื่อที่จะรักษาสัมพันธภาพไว้ ผมก็จะสื่อสารกับพวกเขาบ่อยๆ แม้ว่าจะเป็นแค่ข้อความบอกว่า “คิดถึงนายนะ รักนายนะไอ้น้อง”
นี่เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และคุณไม่สามารถที่จะรอให้คนเข้ามาหาคุณก่อนได้ แน่นอนว่าคนนิวซีแลนด์นั้นเป็นกันเองสุดๆ ในเรื่องแบบนี้และพวกเขาก็ไปตามน้ำกับเราได้ ผมก็ใช้จังหวะนั้นแล้วก็พบว่ามันคุ้มค่าที่จะทำนะ ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นคุ้มค่าที่จะรักษาไว้
อะไรคือฟีดแบ็คที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับ?
“ทำให้เป็นนิสัยนะ” นั่นเป็นฟีดแบ็คที่ผมได้ตอนช่วงสัปดาห์เตรียมตัวก่อนถ่ายทำมาสเตอร์คลาส สำหรับผมแล้ว นี่หมายถึงว่าเวลาผมสอนคลาสปกติ ผมไม่ได้สอนต่างจากที่ผมสอนในมาสเตอร์คลาสตอนถ่ายทำเลย ผมตั้งมาตรฐานไว้สูงในการถ่ายทำและผมพยายามทำให้มันเป็นนิสัย ดังนั้นผมจึงสอนระดับนั้นเป็นประจำ
ในการเทรนระดับแอดวานซ์ ผู้สอนจะได้เรียนรู้ “เหตุผล” ของตัวเขาเอง คุณบอกเราได้ไหมว่าเหตุผลของคุณคืออะไร
คุณรู้ไหมว่าปู่ของผมและพี่ชายของปู่สองคนเสียชีวิตจากเบาหวาน หลายปีแล้วแม้แต่แม่ของผมเองก็มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก แต่ไม่มีอีกแล้ว ตอนนี้เธอเข้าคลาสบอดี้ปั๊มและบอดี้คอมแบตกับพ่อของผม แถมพวกเขายังเดินตลอดด้วย มันดีมาก! ผมภูมิใจในตัวพวกเขามาก
ผมรักฟิตเนส และผมรักสิ่งที่ฟิตเนสส่งผลให้ผมและครอบครัวของผม ผมเคยทำงานอื่นในอดีต ผมเคยเป็นดีเจ ผมเคยทำงานหน้าประตู ผมเคยเป็นบาร์เทนเดอร์ค็อกเทล ... งานด้านฝีมือนั้น ผมเป็นคนทำเครื่องประดับเพชรนะ สมาชิกครอบครัวผมครึ่งหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมอัญมณีและอีกครึ่งหนึ่งมีแท็กซี่สีดำเป็นของตัวเองและมีโรงเรียนสอนมวย
ผมอยากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทำให้ผมได้ช่วยครอบครัวของผม ผมไม่อยากทำอย่างอื่น ผมรักในสิ่งที่องค์กรของเราทำและผมจะทำสิ่งนี้ไปตราบเท่าที่ผมยังทำได้
คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ผู้สอนหน้าใหม่?
จงอดทน การสอนนั้นมีแรงดึงดูดมาก คุณรู้ว่าเอ็นดอร์ฟินในตัวคุณจะหลั่งและคุณจะได้ความรู้สึกดีในแง่บวกจากการสอนและการได้อยู่ในช่วงเวลานั้นๆ กับคนที่รักในสิ่งเดียวกัน ร้องเพลงและเคลื่อนไหวไปด้วยกัน มันง่ายมากที่จะบอกว่าคุณอยากสอนเพิ่มแล้วเพิ่มอีกและกว่าคุณจะรู้ตัว คุณก็สอน 35 คลาสต่อสัปดาห์ไปแล้ว ขี่จักรยานจากคลับหนึ่งไปคลับหนึ่งและก็จริงจังเอามากๆ 
ดังนั้นผมจะบอกว่า จงอดทน อย่าพยายามทำ 10 หรือ 12 อย่างในเวลาเดียวกัน แค่ทำสองสามอย่างให้ดีพอ ถ้าผมย้อนกลับไป 20 ปีที่และสามารถบอกตัวผมเองได้อย่างหนึ่ง มันก็คือ [กระซิบ] ความอดทน
อะไรที่ผลักดันให้คุณเป็นผู้นำด้านฟิตเนสบนเวทีระดับโลก?
ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจว่าผมต้องทำอะไร นานมากที่ผมคิดว่าผมต้องทำในสิ่งที่คนอื่นๆ ทำ และควรทำในสิ่งที่คนคิดว่าผมจะทำ
ถ้าคุณอยากจะรักในสิ่งที่คุณทำจริงๆ จงอย่ากลัวที่จะยึดหลักของคุณและพูดว่า รอเดี๋ยวนะ ผมจะใช้เวลาตรงนี้หน่อย ผมจะทำนี่ให้ดีและผมไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดว่าผมทำไม่เต็มที่หรือผมทำมากไปหรือผมยืนอยู่เฉยๆ หรือผมเคลื่อนที่ไม่เร็วพอ ผมจะทำนี่เพราะผมรู้ว่ามันคือสิ่งที่ใช่สำหรับผม
สร้างการตัดสินใจของคุณเอง ถ้ามีอะไรที่กึ๋นของคุณบอกว่า นี่คืออุตสาหกรรมที่คุณอยากจะอยู่ นี่คือการตัดสินใจที่ฉันเลือก ก็ยืนหยัดในสิ่งนั้น เลือกตัดสินใจในสิ่งที่คุณจะยืนหยัดและภูมิใจกับมัน สิ่งที่คุณสามารถมองย้อนไปและบอกว่า ผมภูมิใจกับการตัดสินใจนั้นเหลือเกิน ผมทำอย่างนั้นแหละ อย่าให้ใครมาผลักคุณไปนู่นนี่หรือบอกคุณให้ทำอย่างอื่น ตื่นมาเจอในสิ่งที่คุณอยากทำ ในชีวิตของคุณ
การเทรนของแดน
คลาส
วันอังคาร 16:40 น. ซีเอ็กซ์เวิร์ค
วันพุธ 17:10 น. บอดี้คอมแบต
วันศุกร์ 10:10 น. บอดี้คอมแบต
ก่อนลูกสาวผมเกิด ผมมักจะเทรนวันละสองครั้ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว และการเทรนนิ่งของผมก็เข้ากับชีวิตการเป็นพ่อของผมในตอนนี้มากขึ้นด้วย
ผมมักจะยกเวทในวันเดียวกับที่ผมสอน เพื่อที่อย่างน้อยผมจะได้เล่นเวทสามเซสชั่นต่อสัปดาห์ และเมื่อผมอยู่บ้านผมจะใช้แอพของเลสมิลส์และเลสมิลส์ออนดีมานด์ ซึ่งช่วยได้มาก มันดีเพราะมันมีฟีเจอร์ตัวโครมแคสท์ (Chromecast) ที่ผมสามารถลิงค์ไปเปิดในทีวีได้ ผมเล่นเกือบทุกโปรแกรม เช่น เลสมิลส์สปรินท์ อาร์พีเอ็ม บอดี้สเต็ป เลสมิลส์กริท บอดี้ปั๊ม ... ผมเคยแม้แต่ลองเล่นเลสมิลส์บาร์หลายครั้งอยู่นะ! ผมเชื่อมั่นในคลาสของเราและทุกคลาสก็ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ
ผมเป็นพวกชอบอยู่กลางแจ้งดังนั้นช่วงเดือนหน้าร้อนคุณจะเจอผมทำพวกกิจกรรมผจญภัยทั้งหลาย อย่างวิ่งเทรลและขี่จักรยานออฟโร้ด ผมเป็นนักวิ่งออฟโร้ดที่ใช้ได้อยู่นะและผมก็ลงแข่งรายการต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเคยวิ่ง 15 กิโลเมตรเมื่อไม่นานมานี้และผมก็ชนะด้วย! ผมก็แค่หวังว่าจะติดท็อปเท็น ดังนั้นผมก็เลยวิ่งสับแหลกเลย
ในช่วงเดือนหน้าหนาวผมก็จะอยู่ในร่มมากกว่า และผมชอบทำกิจกรรมแบบปีนเขาในร่ม ถ้าผมเพิ่มอะไรลงไปในตารางของผม ผมก็จะสลับเอาบางอย่างออก ผมจะได้ไม่โหลดตัวเองมากเกินไป
ผมมักจะเทรนวันละครั้งและจะมีวันพักเต็มหนึ่งวัน – โดยปกติแล้วมักจะเป็นวันอาทิตย์สำหรับผมนะ
อาหาร
บางเช้า ผมไม่ได้กินข้าวเช้า ไม่ใช่เพราะผมอดอาหารเป็นพักๆ หรืออะไรหรอก แต่เพราะมันเข้ากับชีวิตมากกว่า
เด็กๆ จะตื่นตอน 6 โมงเช้าเป๊ะและถ้าผมกินข้าวเช้าก็อาจจะเป็นไข่คนกับผักโขม สิ่งหนึ่งที่ผมต้องกินทุกวันไม่ขาดเลยคือกาแฟ ผมมีเครื่องเนสเปรสโซ่และผมจะชงกาแฟพ็อดแบบ Arpeggio แล้วเพิ่มน้ำร้อนลงไปนิดหน่อย ผมชอบดื่มในแก้วเพราะเอาจริงๆ มันดูดีกว่านะ! ผมว่ามันร้อนนานกว่า
อาหารกลางวันอาจจะเป็นอะไรแบบซาชิมิทูน่าหรือเคบับกับสลัดและน้ำผักผลไม้สีเขียว ผมชอบน้ำผักผลไม้สด ผมไม่ค่อยชอบสมูตตี้แต่น้ำผักผลไม้สดนี่ดีเลยล่ะ
อาหารเย็นมักจะเป็นอาหารที่ใช้ไฟอ่อนทำ (slow cooker) อย่างสตูว์หรืออบแบบใส่เนื้อ ผักและมันฝรั่งเยอะๆ เรามักจะมีเนื้อสับและผักโขมในบ้านเราเสมอ เป็นหลักไม่เคยขาด เราสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นดังนั้นเราจะซื้อทุกอย่างที่ปลูกหรือมีในท้องถิ่น
ก่อนผมมีลูกสาว ผมเคยกินอาหารห้าถึงเจ็ดมื้อต่อวัน ผมมักจะเตรียมอาหารในวันอาทิตย์สำหรับทั้งสัปดาห์และผมก็ทำอย่างนั้นเสมอ แต่ทั้งหมดนั่นก็เลิกไปตอนผมมีลูก! บางทีผมก็คิดนะแบบ ไม่เอาน่าแดน ทำให้ได้สิ และผมก็จะเตรียมอาหารทั้งหมดได้
ผมไม่ใช่คนชอบของหวานเท่าไรแต่ผมก็ชอบดื่มนะ ผมเป็นพวกหัวสูงเรื่องเบียร์นิดหน่อย ผมก็เลยชอบเบียร์ IPA และผมก็ชอบเบียร์สเปนเช่นกัน และแน่นอน ถ้าอยู่นิวซีแลนด์ คุณก็ต้องชอบดื่มไวน์
ไข่คนและผักโขมของแดน
ส่วนประกอบ
ไข่เต็มใบ 6 ฟอง
นมพร่องมันเนย 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/8 ช้อนชา
พริกไทยดำบด 1/8 ช้อนชา
ใบผักโขม 1/2 ถ้วย (สับหรือฉีก)
วิธีทำ
ตั้งกะทะทอดขนาดใหญ่ด้วยไฟกลางและฉีดสเปรย์น้ำมันให้ทั่ว
ตอกไข่ใส่ชามขนาดกลาง ใช้ที่ตีไข่ตีไข่ให้เข้ากันดี
ใส่นมลงไปในไข่ที่ตีเข้ากันแล้ว ตามด้วยเกลือและพริกไทยบด ตีให้ส่วนผสมเข้ากันดี
เทส่วนผสมไข่ลงในกะทะที่ร้อนแล้ว ใช้ส้อมคนไข่เรื่อยๆ ขณะที่ไข่ค่อยๆ สุก (ถ้าคุณใช้กะทะแบบเคลือบหรือน็อนสติ๊ก ให้ใช้ช้อนไม้หรือพายซิลิโคนคนไข่แทนเพราะส้อมจะขูดผิวหน้ากะทะได้)
ใส่ผักโขมลงในกะทะเมื่อไข่เริ่มสุกเป็นก้อน
คนไข่และผักโขมต่อไปเรื่อยๆ จนผักโขมเริ่มเหี่ยวและไข่ไม่เหลวแล้ว
เทไข่ออกจากกะทะและเสิร์ฟทันที